[TIK]'s profileHIKARI NO TSUBASAPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    August 30

    Manga is the best!!!

    เคยมีคนถามว่า...ถ้าโตเป็นผู้ใหญ่ซัก 30-40 เเล้วจะยังอ่านการ์ตูนอยู่ไหม
    ตอบได้อย่างไม่อายเลยว่า .."อ่านสิ"
    ทำไมจะต้องเลิกอ่านด้วยละเนอะ...55+
     
    เวลาอารมณ์ไม่ดี โมโห เซ็ง
    งานอดิเรกอาจจะช่วยได้ บางทีอาจจะอาละวาด (อันนี้เรียกงานอดิเรกด้วยหรอเนี่ย = ='')
    วาดรูปขีดๆๆเขียนๆกากบาท (อย่าทำตามตอนมีคนอื่นอยู่...อาจจะโดนมองเหมือนเป็นคนโรคจิตได้)
    และ...อ่านการ์ตูน...
     
    วันนี้ระหว่างกลับเข้าเมือง ก็เเวะหาซื้อการ์ตูนอ่านเเก้เบื่อ
    โชคดีจริงๆมีการ์ตูนออกด้วย!! ช่วงนี้ทำไมการ์ตูนไม่ค่อยออกเลย หรือความต้องการการ์ตูนของเรามันเกินกว่าสำนักพิมพ์จะจัดหาให้ได้ (วะฮาฮ่า)
     
    เรื่องเเรก
    การ์ตูนคนไทยเขียน เรื่อง "NEO UNIVESE" ชื่อไทยยาวมั่กๆ ละไว้เเล้วกัน
    ไม่ได้อ่านการ์ตูนไปเดินไปขำไปเเบบนี้มานานเเล้ว เกรงเหลือเกินว่าชาวบ้านจะด่าว่าบ้า 55+
    เป็นการ์ตูนเเบบรวมพวกเกม action มุกฮาๆ กุ๊กกิ๊กเล็กๆ เข้าไว้ด้วยกัน
    อ่านไปหน้าเเรกๆ เดินเข้ารถไฟฟ้า ยังเฉยๆอยู่ อ่านไปซักครึ่งเล่ม เริ่มหยุดยิ้มไม่ได้ รีบเดินเข้าบ้าน จะได้มาอ่านต่อให้จบ...
    นิสัยเริ่มเหมือนโอตาคุนะเนี่ยเรา...
     
    เรื่องต่อมาอันนี้น่ากลัวเเหะ
    การ์ตูนที่คนเเต่งเรื่องเป็นคนเขียนนิยายญี่ปุ่นชื่อดัง "Ono Fuyumi" เคยอ่านเรื่อง Ghost hunt เเล้วน่ากลัวมาก
    เเต่เพราะเป็นหนังสือเลยไม่ค่อยสยองเท่าไหร่ จำได้ว่าตอนไปสัมมนาญี่ปุ่น เปิดทีวีไปเจอพอดี ทนดูไม่ได้เลยทีเดียว หลอนที่สุด  T T
    เรื่องนี้ชื่อ Sugiri 17 no haru เป็นเเนวหลอนเหมือนกัน อ่านไปก็งงไป หลอนไปมีนงง สำหรับคนชอบเเนวหลอน น่าจะชอบงานเเต่งเรื่องของคนนี้นะเนี่ย
    (มีอีกเรื่องของคนเขียนคนนี้ ที่วาดภาพโดยคนวาด Houshin engi ชื่อเรื่องว่า "Shiki" เเปลไทยน่าจะเเปลว่า "ความตาย" (ละมั้ง = ='' เเหะ ความรู้ภาษาญี่ปุ่นเหลือน้อยเท่ากับ 0 เเว้ว))
     
    เเม่ชอบบ่นว่า โหเอาเเต่อ่านการ์ตูนไม่สนใจเเม่เลยนะ พี่สาวก็ต่อบ่น ไรเเกอ่านการ์ตูนเเล้วไม่คุยกะใครเลยนะ
    เห็นจะจริงเเหะ สมาธิการอ่านการ์ตูนจะมากกว่าหนังสือประเภทอื่นเเบบหลายเท่า 55+
     
    April 06

    Happy Birthday (ล่วงหน้า) ค่า...คุณหนูป้า...

    ...Happy Birthday To You...
    (ล่วงหน้า)
     
    ขอให้มีความสุขมากๆๆ สุขภาพร่างกายเเข็งเเรงฮับ
    ...
     
    และ
    ...
    (^___ ^) คุณหนูกระต่ายสองเวอร์ชั่น เเด่ คุณหนูป้า (^___ ^)
          GovKaewAnimationGIFwebGovKaewAnimationGIF2web
    (มันเป็นไฟล์ GIF เเต่ไม่รู้ว่าจะเล่นได้เปล่าเเหะ...ลองเปิดเครื่องตัวเองก็เปิดได้มั่งไม่ได้มั่ง)
     
    เเละที่...ตอนเเรกกะว่าจะอวยพรต้นวันเกิดของคุณหนูป้าซะหน่อย...
    ดันเสร่อ จำวันปฎิทินผิดไปหนึ่งวัน...(นึกว่าวันนี้เป็นวันที่ 7 ซะงั้น)
    ตั้งหน้าตั้งตาวาด(เผา)คุณหนูกระต่ายอย่างเร่งรีบ..กลัวไม่ทัน พอทำเสร็จกะว่าจะอัพ 0:00 วันที่ 7 ซะหน่อย..
    พลาด...เเหะ...เอ๋อบ่อยเกินไปเเล้วนะเนี่ย...สงสัยต้องลดน้ำตาล...55+
     
    เพราะงั้นเพื่อนกอบก็รับคำอวยพรเเบบหลายรอบหน่อยเเล้วกันนะ อิอิ
    ช่วงนี้อาจจะมีเรื่องให้ต้องไม่สบายใจเยอะเเยะพะเร่อเกวียน
    เเต่ก็สู้ๆนะ
    โน้ตชีวิตเเค่โดนทำร้าย..เเต่มันต้องไม่โดนทำลาย...โน้ต (ร้องงี้เปล่าเนี่ย..ดำไปเรื่อย =_=)
    (เเต่อย่าสู้โดยไปกิน กระทิงเเดงละ 55+) 
     
    นอนให้เยอะๆ เที่ยวเล่นให้มากๆ ช๊อปปิ้งเเก้เครียดมั่ง
    ไม่ว่ากอบจะคิดจะทำอะไรก็ขอให้ผ่านฉลุย
    ขอให้จังเหวะเเละโอกาสเดินมาในเวลาที่ต้องการ
     
    ...Happy Birthday...
     
    ...From Tik...
     
     
    January 22

    เสี่ยงดวง...กับช่างตัดผม...

    เวลาเบื่อๆก็จะไปตัดผม สระผม ซอยเล่น เพราะผมหนาเเละเส้นใหญ่มาก
    (เเต่ก็ผมร่วงเยอะสุดๆ)
    วันก่อนเห็นน้องอยากตัดผมก็เลยไปกะมันซะหน่อย
    เปิดๆเเบบทรงผมไป เอ๊ะ ทรงนี้อยากทำมานานเเล้ว ทรงผมเเบบชี้ๆ เเบบในการ์ตูนอ่ะ
    (พยายามให้หมือนมาหลายครั้งเเต่ไม่เหมือนซักครั้ง - -)
    ช่างผมเค้าดูรุปเเล้วก็บอกว่า อืมทำได้ๆ ดัดนิดๆ...
    ลองดูเเล้วกัน...
    .
    .
    .
    เเต่เเล้ว (= _ ='')
     
     
     

     

    เหอๆ ไม่น่าเลยฉัน...
    เจ้าป้าเพื่อนรักเคยพูดเกี่ยวกับผมดัดให้ฟัง
    ถ้าอยากให้ผมดัดดูสวยต้องอาศัยความอดทนเเละหมั่นดูเเลผมอย่างมาก...
    ซึ่ง...ข้าพเจ้าคงทำไม่ได้ เอาเวลานั้นไปนอนไม่ดีกว่ารึ!!
    เราคงเข้าใจผิดไปเองว่ามันจะฟูๆง่ายๆไม่ต้องทำอะไรก็ได้ผมสวยงาม...
    .
    .
    .
    โลกนี้ช่างโหดร้าย...(เกี่ยวไหมนั้น 55)
    ปล. ขอบคุณน้องจุ้ยเเมวร่วมอุดมการณ์สำหรับตัวอักษรสวยๆใส่การ์ตูน
    .
    .
    .
    ว่าเเต่...จะมีใครดูออกไหมเนี่ยว่าเราดัด(ปลาย)ผม 55
     
    November 28

    เหตุเกิดเพราะความลนลาน(หรืองกกันเเน่ - -)

    นานทีปีหน (จริงๆเพิ่งพักหลังๆนี้เอง - -) จะนั่งรถเมย์ไปที่ทำงานเอง
    จากสถิติสามครั้ง (sample size คงน้อยเกินไป) ที่เคยไปเเละทำสถิติไว้
    ถ้าสามารถขึ้นรถเเถวบ้านได้ก่อน 6:15 ก็จะปุเรงๆไปที่ทำงานได้ก่อน 8 โมงเเบบฉิวเฉียด....
    วันนี้เป็นอีกวันที่ตื่นเช้า ด้วยความรู้สึกผิดที่ต้องให้พ่อเหนื่อยขับรถไปส่ง
    เเละความงกเล็กที่ยังอยู่ในสายเลือด (ไม่เล็กมั้ง 55)
    เอาฟะวันนี้หนูจะไปเองค่ะปะป๊า ว่าเเล้วก็เริ่มการเดินทาง
    6:10 รอรถเมย์
    6:15 ยังรอรถเมย์อยู่ เริ่มร้อนรน = =''
    6:30 รถที่รอคอยก็มาซะที
    สายไป 15 นาที จะทันไหมเนี่ย...
    เค้าวากันว่าการคำนวนเเบบ worst case คือการคำนวนค่าที่เเย่ที่สุดที่จะเป็นไปได้เเล้ว
    เเต่อะไรก็เกิดขึ้นได้กับจราจรเมืองไทย - -
    จากหน้าบ้านไปรถไฟฟ้าอ่อนนุชใช้เวลา 1 ชั่วโมง
    (อาจจะงงว่าทำไมไม่นั่งรถไฟฟ้า อย่างที่บอกข้าพเจ้างก T T
    เเละเวลาที่ชดเชยจากรถไฟฟ้ากับราคาที่เสียไปไม่ได้คุ้มเลย - -)
    เอาละสิ เลทมา 20 นาทีเเล้ว เเย่ละ จะไปทัน 8 โมงพอดีได้ไงเนี่ย
    ว่าเเล้วหันควับไปเห็นรถเมย์สาย 46 ซึ่งจำได้ว่าสายนี้เนี่ย มันผ่านสำโรง
    เอาฟะกระโดดขึ้นไปเลยเเล้วกัน
    เเละนั้นเป็นการเข้าใจผิดอย่างรุนเเรง 46 เหมือนกัน เเต่คนละสี
    มันก็ไปคนละทีกัน เเม่เจ้า!!! ตอนนั้นยังไม่รู้ตัว...
    (เเม้จะสงสัยข้างรถที่มันเขียนว่าไปบางนาก็ตาม = =)
    7:20 นั่งรถเมย์สาย 46
    นั่งไปได้ 10 นาทีก็เริ่มเอ๊ะ หรือว่ามันจะไม่ผ่านสำโรงฟะ - -
    เเต่ดูเหมือนเราคงรู้สึกตัวช้าไป เพราะระหว่างนั้นรถมันก็เลี้ยวเข้าเส้นบางนาเสียเเล้ว
    ยังคงนั่งต่อไปเพราะเห็นว่ามันก็ยังขนาดกับเส้นเทพารักษ์หน้าบริษัทอยู่
    เเต่รถเมย์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเลี้ยวเข้าไปใกล้ๆบริษัทเเต่อย่างใด (=_='')
    เเละเเล้วก็บากหน้าไปถามคุณกระเป๋ารถเมย์ (มันคงคิดในใจทำไมไม่ถามตั้งกะตอนขึ้นมา เเหะๆ)
    สรุปก็คือถ้าจะไปสำโรงต้องข้ามถนนไปอีกฝั่งเเล้วนั่งรถย้อนกลับไป
    เอาละสิ เหลือเวลาอีกเเค่ 25 นาที
    ตอนนั้นในสมองก็คำนวนค่าเสียหาย(55) ที่จะเกิดขึ้นถ้าไปสาย
    สำหรับที่ทำงานเรา สาย 1 นาที หักเวลาไปเลย 1 ชั่วโมง โหดร้ายเหลือเกิน กระซิกๆ
    เมื่อคำนวนด้วยความงกเเล้วเราจะนั่งรถกลับไปคงไม่ดีเเน่
    เเม้จะประหยัดค่ารถเมย์ได้เเต่คงไปไม่ทันเวลาเข้างาน
    เอาฟะเเท๊กซี่เท่านั้น ถึงบริษัทเเบบ save พอดี 7:50 ด้วยค่ารถ 65 บาท
    รวมกับค่ารถเมย์เเล้วก็ยังถูกกว่าค่าน้ำมันที่พ่อขับรถมาส่ง คุ้มกว่าเข้างานสายละน่า
    (ถ้าไม่ลนลานขึ้นสายผิดมา...ก็คงไม่ต้องเสียเพิ่มอีกตั้ง 65 บาท T T)
    อยากให้รถไฟฟ้าถึงบ้านจังเลย...เเต่ไม่ต้องมาลงตรงหลังคาบ้านหนูนะ!!
    ไม่ใช่ว่าเวียนคืนที่ดินสร้างทางรถไฟฟ้าตรงเเถวบ้านพอดี เเต่สร้างไปก็ไม่ได้ใช้ซะงั้น - -''
    วันนั้นเลยทำงานไป เทรนไป ง่วงไป...เฮอ
    ช่างเป็นเช้าที่ระทึกอีกหนึ่งวัน....
     
    บันทึกการเดินทาง จากเด็กลนลานงกๆคนหนึ่งที่อยากให้ขนส่งมวลชนบ้านเราดีขึ้นอีกซะนิดก็ยังดี
    October 27

    SCRAMBLE TO THE SKY, OR BE DRY ALONE...

    ไม่ได้อัพบล็อกเสียนาน...ตอนเเรกกะจะเขียนซีรีย์สัมมนาต่อ
    เเต่เก็บไว้ก่อนเเล้วกัน ช่วงนี้เซ็งจัด (T  ^ T ))...
    .
    .
    .
    มีผู้คนกล่าวว่าช่วงเวลาเเห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ..อันนี้ก็อาจจริง
    เเต่..ช่วงเวลางานท่วมหัวเนี่ยมันก็ผ่านไปเร็วเหมือนกันนะ ผ่านไปทั้งๆที่งานก็ยังเยอะอยู่ (หะๆ)
    ทำงานมาก็หลายเดือนเเล้ว ทำไมยังรู้สึกว่ามือใหม่อย่างงี้เนี่ย (=_='')
    นี่ฉันไม่พัฒนาเลยใช่ไหม!!
    .
    .
    .
    สิ่งที่ได้เรียนรู้มาบ้างก็คือ...
    การรอคอยก็เป็นงานเเบบหนึ่ง...รอเเล้วรอเล่า เฝ้าเเต่รอ...
    เมื่อไหร่จะได้ทำงานของตัวเองต่อฟะ!!
    อย่าคิดว่ารอเเล้วจะว่าง...ต้องห้ามทำตัวว่างอีกต่างหาก เเย่จริงๆ T T
    ทำงานบางทีเจ้านายเค้าก็คิดว่าไม่ได้ทำ..ซะงั้น
    (ไม่ได้นั่งว่างเฟ้ย ทำอยู่เเต่เเค่คุณไม่เห็นเพราะไม่สนใจในสิ่งที่สั่งมาเเล้วต่างหาก
    หัดบอกก่อนสิว่าไม่เอาเเล้วไม่ต้องทำ)
    งานที่ทำอยู่ออกเเนวต้องทำคนเดียว คิคคนติดต่อคนเดียว
    เห็นคนอื่นเค้าทำงานกันเป็นทีมเเล้วเเอบอิจฉาลึกๆเเหะ
    (ไอ้จะรบกวนถามคนอื่นเยอะก็ออกอาการเกรงใจ ไม่กล้าถามบ่อย...)
    มันก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรมากมาย เเต่มันเศร้าเลยทีเดียว
    เวลาไม่มีคนเข้าใจเนี่ย จะบ่นกับใครก็ไม่ได้
    เหมือนนั่งอยู่ในห้องเเสนกว้างที่เคว้งคว้าง...
    เดินมาถามทำท่าห่วงใยถึงงานที่ทำอยู่...พออธิบายไปตามเเบบของเรา
    ดันถามมาให้ปวดใจ
    "ให้งานคุณยากไปหรือ" แถมด้วยประโยคประมาณว่าทำไมคุณไร้ logic เเบบนี้...หะๆ
    (ถามอย่างนี้ไม่ต้องเดินมาเลยดีกว่า T T)
    หาว่าไม่ทุ่มเทบ้างละ...ไม่มั่นใจบ้างละ...ก็ขนาดเจ้าของเครื่องเขายังไม่อยากจะทำเลย
    เเล้วฉันเป็นใครกัน...เเค่ไปขุดข้อมูลเองก็จะเเย่เเล้ว...
    (อา อันนี้สินะวิถีมือใหม่ อืม ต้องเเก้ไข เหอๆ)
    .
    .
    .
    คติพจน์ประจำใจเเบบใหม่ที่ต้องทำให้ได้เพื่ออยู่รอด...
    อย่ายิ้ม อย่าร่าเริง ในที่ทำงานเกินจำเป็น เพราะเวลาที่เศร้า
    จะเป็นที่สังเกตให้เสียภาพพจน์ได้ว่าหนักไม่เอาเบาไม่สู้
    เเต่จงยิ้มกลบเกลื่อนให้เเนบเนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้เมื่อโมโห
    อย่าทำตัวเด็ก จงมั่นใจให้มากที่สุดว่าสิ่งที่คิดดีที่สุดเยี่ยมที่สุด
    ไม่ก็ตอบให้ตรงใจสิ่งที่นายอยากได้ที่สุด
    การขอร้องให้ทำงานที่เป็นงานของเค้าบางทีก็อาจจะยากพอๆกับถูกล็อตเตอรี่เลยทีเดียว
    (หะๆ ว่าเข้านี้น...งานเค้าอาจจะเยอะจริงๆ...เยอะจนเด็กใหม่อย่างเราไม่มีวันเข้าใจ..55)
    อย่าเกรงใจใคร...จิกเท่านั้นที่ทำให้อยู่รอด...ไม่งั้นเราจะตายก่อน...
    .
    .
    .
    อยากจะกรี๊ดเป็นภาษานอกโลกซะจริง...
    (กรีดร้องเเบบไร้เสียง 55)
    เพ้อเจ้อซะจริงหะๆ เอาฟะอย่างมากก็เเค่ลาออก...เอ หรือไล่ออกหว่า...
    (อ่อนเเอซะจริงเรา เเค่นี้ก็จะลาออก - -'')
    เอาฟะ อยากได้เงินก็ต้องทนอ่ะนะ
    (เห็นเเก่เงินจังเเหะประโยคนี้ 55)
    .
    . 
    ได้เเต่บอกตัวเองให้สู้ต่อไป
    .
    .
    บ่นเสร็จละ ถึงจะดูงอเเงไปหน่อย เเต่ก็นะ ขอซะกะติ๊ด ขอบ่น
    ขอก้าวร้าวในพื้นที่เล็กๆนี้หน่อยเถอะ...เฮอ
     
     
     
     
     
    August 05

    Bye Bye My handicap tooth..

    ลาก่อนฟันคุดของฉัน...
     
    เนื่องจากเป็นคนที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพฟันอย่างมาก..
    ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใด..ทั้งพฤติกรรมการกิน...หรือเเม้เเต่วิธีเเปรงฟันที่ผิดวิธี..
    กระทั่งขาดสารอาหาร (ขาดเเคลเซียมเนี่ย จะทำให้เป็นคนอารมณ์ร้อนด้วยนะ 55)
    ทำให้รู้สึกว่าฟันเนี่ย ช่างเป็นสิ่งที่น่าหวงเเหนยิ่งนัก..เพราะว่าฟันผุเยอะมากกก (เเง๊)
    เเล้วดูซิ ยังจะมาเสร่อมีฟันคุดอีก...ถ้าเเค่ซี่สองซี่ ยังพอทำใจ นี่มาคุดสี่ซี่ เเม่เจ้า!!!
    .
    .
    เคยเห็นพี่ๆถอนฟันคุด(เหอๆมีฟันคุดกันเกือบทั้งบ้าน..มันเป็นพันธุกรรมหรอไงเนี่ย)
    มันทำให้ดูน่ากลัวมากมาย = =''
    ปกติก็เกลียดกลัวการไปหาหมอฟันอยู่เเล้ว...อันนี้นี่ดูยังไงก็มีเเต่ความสยดสยอง..
    เเต่ทำไงได้..ผ่าก็ต้องผ่าอ่ะนะ..
    .
    .
    สองซี่เเรก..ตอนนั้นระทึกหน่อย เพราะว่าจินตนาการไว้มากมาย (เเหม่ก็เล่นเล่ากันซะ)..
    ตัวเกร็งจนเมื่อยเลย ตอนหมอผ่าฟันออกเนี่ย จำได้ว่า มันก็เจ็บนะ
    เเต่ไม่มากเท่าไหร่ ที่น่ากลัวนี่มันเพราะว่าถึงปากจะชา เเต่มันก็รู้สึกได้ว่าหมอกำลังเอาไรเข้าปากเรา T T
    ไม่ว่าจะกรรไกร เลื่อย คีบ สารพัด..
    สองซี่เเรกถอนเสร็จกลับมานอนซับเลือดทำไรไม่ได้เลยพูดไม่ได้ด้วยกินก็ไม่ได้
    ทำได้อย่างเดียวเล่นMSN 55+ (ขาดเธอเหมือนขาดไรไป)
    กินนมเป็นสัปดาห์เลย พูดก็ลำบากๆ
    ก็มีเเต่คนว่าถอนฟันคุดผอม...อาไม่จริงเลย เพราะว่าถึงกินข้าวไม่ได้ เเต่มันยังดื่มน้ำหวานได้อยู่นะ!!
    .
    .
    ผ่านไปอีกปีฟันคุดอีกสองซี่เริ่มงอก..อาได้เวลาต้องไปขุดฟันออกมาเเล้ว
    (เหอๆ รอตั้งปีเพราะว่ายังสะเทือนใจเรื่องเจ็บเเผลกับค่าผ่าฟันอยู่)
    คราวนี้ทุกอย่างดูน่ากลัวน้อยลง...เเต่ดูฟิลม์สไลด์เเล้วก็เริ่มหวีดร้อง - -
    คราวที่เเล้วมันยังธรรมดา ยังเจ็บโคตรเลย คราวนี้เนี่ย ฟันนอนมาเลย มันจะถอนไงฟะเนี่ย
    ต้องขอบคุณคุณหมอมากๆที่ถอนได้อย่างชำนาญ ไม่เสียเวลาในการขุด เลื่อย กระชากฟันมากนัก
    (ถ้ามากกว่านี้ปากเราคงฉีกก่อน เหอๆ)
    คราวนี้ดันผ่าเสร็จเร็วกว่าครั้งเเรกอีก เยี่ยมจริงๆค่ะคุณหมอ
    ไม่รู้เพราะว่าชินเเล้วหรือไง พอผ่าฟันคุดคราวนี้ถึงยังคุยได้ไฟเเล่บ
    (คุยเเบบไม่ขยับริมฝีปาก 55)
    .
    .
    การผ่าฟันคุดทำให้รู้สึกว่าหมอฟันเนี่ย ต้องเป็นนักกล้ามเเน่ๆเลย 55
    เพราะว่าต้องใช้กำลังข้อมือเเละกำลังเเขนรวามทั้งอาศัยความเเม่นยำของการกะเเรงอย่างมากทีเดียว
    (ถ้ากะเเรงไม่ดีมีหวังพอเเผลฟันคุดหาย ต้องมารอให้เเก้มหายบวมอีกที เหอๆ)
    .
    .
    สำหรับเพื่อนๆที่ไม่มีฟันคุด..ก็ขอเเสดงความยินดีด้วย
    ส่วนคนที่ต้องมีเนี่ย อย่ามัวบ่ายเบี่ยง..ระวังมันจะเบียดจนฟันเราล้มนะ!!
    .
    .
    ลาก่อนฟันของฉันที่เหลืออยู่น้อยนิด (หายไปตั้งสี่ซีก!!!)
     
     
    ปล. ในฐานะผู้มีฟันคุดสี่ซี่...ก่อนผ่าฟันคุดควรกินอาหารที่อยากกินให้สะใจไปเลย เพราะว่าจะกินไมได้ไปอีกหลายวันเลยทีเดียว 55+
    August 01

    Where's My Right Place..

    Colourless or Darkness...
    เพราะโลกนี้ไร้ซึ่งสีสัน หรือตัวฉันเองที่มืดมน...
     
    ไม่ได้อัพบล็อกเสียนาน...เพิ่งรู้ตัวว่า พอไม่ได้เรียนอยู่เเล้วชีวิตประจำวันมันซ้ำซากอย่างงี้นี่เอง...
    วันๆก็ตื่นเช้าไปทำงาน..ตอนเย็นก็รีบกลับบ้าน (ก็รถมันติดนี่นา)...
    พอกลับบ้านก็กลิ้งๆได้ซักพักก็เข้านอน วนไปเวียนมาห้าวัน...
    เสาร์อาทิตย์ก็กลิ้งๆ...จะทำอะไรก็เรื่อยเปื่อย...เบื่อๆ...
    .
    .
    คิดถึงถังเย็นปรับทุกข์...จุดนัดพบของเหล่าเด็กมีปัญหา...
    คิดถึงเสียงกีต้าร์ เเละเสียงร้องเพี้ยนๆ ณ เเลปคุณหมี (อิอิ)...
    คิดถึงเเลปชาวบ้านที่ใช้เป็นที่พักพิงยามหลบหนี..(55)...
    คิดถึงเพื่อนผองน้องพี่ที่ร่วมเม้าท์ฮากระจาย...(ทั้งที่เป็นผู้ฟังอย่างเดียว เเละพูดอย่างเดียว อิอิ)..
    คิดถึงจังๆ...(ทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาจริงๆ อืมม..)
    .
    .
    ทำงานเเค่ไม่กี่เดือนเอง(งานก็ยังเรื่อยๆเองนะเนี่ย)..
    ทำไมนะ รู้สึกว่าเวลาผ่านไปยาวนานเหลือเกิน...
    ทำไมถึงรู้สึกว่าห่างไกลจากความสนุกสนานไปนานมาก...
    เริ่มรู้สึกว่าความเร็วในการพิมพ์(55 ละไว้ในฐานที่เข้าใจ)..เร็วขึ้นกว่าเเต่ก่อน..
    เเต่การพูด..กลับนับคำได้น้อยขึ้นเรื่อยๆ (ปล.เฉพาะตอนไม่เจอเพื่อนอ่ะนะ)
    .
    .
    เห็นคนมีเเฟน..กลับบ้านตอนเย็น หรือ เสาร์อาทิตยืเค้าก็ลัลล้าไปหากัน..(อันนี้เรียกอิจฉาตาร้อนนะ ไม่ดีๆ)
    เห็นเด็กๆที่เรียนอยู่ เย็นๆก็กลับบ้านไปอ่านหนังสือ...(เอ๊ะ อันนี้ไม่ค่อยดีเเหะ)
    .
    .
    เขียนเรื่อยเปื่อยๆ สรุปก็คือ คิดถึงเพื่อนๆจังเลย...
    รู้สึกเหมือนเจ้าป้า..ว่าเวลาจากวันที่รับปริญญานี่มันนานนับปีเลยเเหะ..
    .
    .
    ว่าเเล้วก็...ว่างๆก็สอยเด็กงอเเงเป็นพักๆคนนี้ไปเที่ยวเล่นหน่อย (T-T)...
    .
    .
     
    ปล. อย่าหาว่าว่างเกินเลยฟุ้งซ่านนะ!! คนว่างก็กดดันนะเฟ้ยยย!!! ว่างเเบบมีงานน่ะเคยเป็นกันไหม T-T (ฟังเเล้วเข้าใจยากละสิ 55+)

    June 27

    อัพบล็อกเฉพาะกิจ ^ ^

    ไม่ได้อัพนาน(รึเปล่าหว่า 55+) ปกติว่างงานขนาดนี้อัพทุกวัน ตอนนี้ไม่มีเเรงบันดาลใจเลยเเหะ (ว่าไปนั้น 55)
    เเต่วันนี้..ได้จดหมายน้องโรสส่งมาจากเเดนไกล (ซิดนีย์ ออสเตรเลีย)...ซึ่งคาดว่าจะเป็น key สุดท้ายสำหรับจิ๊กซอของโรส (55) เลยไปรื้อจิ๊กซอในจดหมายมาต่อ...
     
    สะสมมาเนิ่นนาน (ก็มะนานเท่าไหร่เเหะ เเค่ห้าเดือนเท่านั้น 55+)
    เเละนี่คือรูปจิ๊กซอเก๋ๆจากน้องโรส...
     

    ขอบคุณน้องโรสสำหรับจดหมายเเละจิ๊กซอจ้า (บอกตรงๆ ตอนได้มาเป็นชิ้นๆ จิตนาการหน้าตาการ์ดมะออก 55+)

    ไว้มาเล่นกันอีกนะ ๖(^ ^) คราวหน้าต้องครีเอทไม่ให้เเพ้โรสซะเเล้ว 55 (คราวนี้เล่นกันกี่เดือนดีโรส ปีหนึ่งเลยดีมะ ^ ^)

    ปล. เราคิดไปเองป่าวหว่า ทำไมบางอันมันไม่ประทับตราไปรษณีย์เนี่ย O O สงสัยอ่ะต่างประเทศเค้าไม่ประทับตรากันหรอ 55+

    June 12

    Tor+ Living in C major

    เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา วันที่ 9 มิถุนายน
    ไปดูคอนเสิร์ต "น้องโต๋" Tor+ Living in C major มา
    .
    .
    .
    จริงๆก็ไม่เคยคิดจะไปดูคอนเสิร์ตสดๆมาก่อนเลย (ด้วยความงก 55+)
    ถ้าเป็นะละครเวทีก็ว่าไปอย่าง
    เเต่ด้วยเพื่อนตู๋สุดเลิฟกะน้องปุ๊กกะเพื่อนน้องปุ๊กของเพื่อนตู๋ชวนกันไปดู 
    (เออ อาจจะงง ว่ากี่คน 55 ไปกันสี่คนตอนเเรกน่ะ)
    ก็เลยเอาก็เอาไปดูเค้าเล่นเปียโนซะหน่อย...
    (พอดีชอบดูคนเล่นเปียโนมากๆ ดูมีชีวิตชีวาสุดๆ ได้เเต่รอว่าไอ้เพื่อนเเอมป์ต่างดาวดีกรีทินิตี้เเปดมันจะเล่นให้ได้ยลได้ฟัง) 
    พอไปถึงหน้างานก็เจอ เจนิเฟอร์ คิ้ม (^ ^)...
    กรี๊ดค่ะ!! (เเบบกรี๊ดนะเเต่ไม่เเสดงออก 55)
    ดีใจอย่างมาก (ชอบอ่ะเป็นคนที่ทั้งตลก เสียงดีเเละน่ารักจริงๆ)
    พอถึงเวลาต่อเเถวเข้างานก็ชุลมุนสุดๆ
    คนเยอะมากๆ กว่าจะได้เข้างานก็ สองทุ่มไปเเล้ว!!
    (ตามตารางมันเริ่ม 6.30 นะ!!)
    .
    .
    .
    .
    เริ่มเเรกก็เปิดตัวด้วยเพลงยอดฮิต "รักเธอ" ที่อยู่ๆ เนื้อเพลงมันกลายเป็นรักโต๋ ไปซะทุกท่อนเลย (ก็มันส์ดี)
    เเล้วก็มีโชว์เปียโนระดับเทพพร้อมร้องไปด้วยไปอีกซักเพลงสองเพลง
    (เอาเหอะเพราะเราฟังไม่ค่อยเป็น เเต่รู้สึกว่ามันเพราะมากๆ ^ ^)
    จากนั้นก็เป็นคิวของเเขกรับเชิญบ้าง
    รายเเรก "บีไฟท์" ที่ปรากฎตัวได้เท่สุดๆบนฉากที่มีภาพเคลื่อนไหวเป็นชื่อเเต่ละคน
    (ดูเเล้วนึกถึงขบวนการห้าสีขึ้นมาทันที ฮ่าๆ)
    รายที่สอง(เอหรือสามหว่า สับสนๆ) ไม่น่าเชื่อว่าจะได้เจอ'เธอ'
    "คุณเเพต" กรี๊ดๆ (ติกหลุด 55 หลุดเผื่อเเอมป์ ผู้คลั่งไคล้เเพตอย่างมาก)
    มาพร้อมกะเพลงโฆษณาเเบร์ดสีเเดง (ของโต๋เป็นสีเขียว มาเป็นพี่น้องยอดมนุษย์(ไฟเขียวไฟเเดง)กันอีกเเล้ว)
    กับเพลงประกอบละคร Nothing Hill ขอบอกว่าเพราะมากๆๆๆๆ (>  <)(*
    ส่วนรายที่สามเป็นคุณคนเป่าเทรมเป๊ตมาร่วมบรรเลงเพลง
    (ขอโทษด้วยนะค๊าที่หนูจำชื่อมะได้ เเต่ก็ชอบฝีมือท่านมากเจ้าค่ะ)
    มากับเพลงในอัลบั้มสไตล์เเจ๊ส ซึ่งก็เพราะอีกเเล้ว (55)
    เเละรายสุดท้าย...ให้เดาก็คงเดาไม่ออกเเน่ๆ...เป็น...
    พี่ติ๊กชิโร่!!! เเม่เจ้า ซึ่งพี่เเกก็ออกมาเต้นเเบบเมามัน
    ด้วยเพลง'ออกมาเต้น' ฟังเเล้วอยากลุกขึ้นมาเต้นจริงๆ
    (เเต่ว่าเเต่ทำไม คนดูคอนเสริ์ตเค้าเรียบร้อยกันงี้เลยหรอ นั่งกันนิ่งเชียว เลยอดลุกขึ้นมาเต้นเลย เเหะๆ)
    โต๋ก็ออกมาเต้นพร้อมๆกะพี่ติ๊ก!! สนุกจริงๆ ฉากก็สวย
    สรุปถึงร้องเพลงเค้าได้เเค่สองเพลง (55+)
    เเต่ก็ชอบนะ เพราะดี ตอนนี้เลยมานั่งบ้า ฟังเพลงน้องโต๋ (กะฟัวร์ (อันนี้เกี่ยวไรเนี่ย 55+))
    สำหรับเพลงที่ รู้สึกโดนใจ (จริงๆก็โดนเยอะอ่ะนะ) ก็ต้องเพลงนี้เลย 'ถึงเธอคนนั้น' เพลงสำหรับคนโสด (T ^ T))...
    .
    .
    .
     
    เนื้อเพลง: ถึงเธอคนนั้น
    อัลบั้ม: Living in C Major (Tor+)

    เพลงนี้เป็นเพลงที่ฉันนั้นเขียนให้เธอ
    คนรักที่ฉันยังไม่เคยเจอสักครั้ง
    ก็ฝันไว้ว่าสักวันหนึ่งจะร้องเพลงนี้ให้ฟัง
    แต่ว่ายังไม่เจอ ไม่รู้ว่าเธออยู่ไหน
    หลับตา ลองนึกว่าเธอนั้นเป็นยังไง
    จะมีอะไรที่คล้ายๆกันบ้างไหม
    จะเป็นคนใกล้ตัวหรือเปล่า หรือว่าเป็นคนห่างไกล
    และต้องทำยังไงให้เรานั้นได้เจอะกัน
    ดวงใจดวงนี้มีความรัก ล่องลอยคอยไปอย่างเคว้งคว้าง
    ผ่านวันอ้างว้างนี้โดยลำพังหวังเพียงสักวันได้พบใคร
    ดวงใจดวงนี้มีความรัก อยากให้มีคนได้มันไป
    เธออยู่ที่ไหนรักแท้ของฉัน ต้องรออีกนานสักเท่าไร
    ถึงจะได้เจอ
    หากฉัน มีวันได้พบเขานั้นจริงๆ
    ฉันพร้อมทำทุกๆสิ่งเพื่อเขา
    จะทำให้เขามีความสุข จะไม่ให้เขาปวดร้าว
    ไม่ปล่อยเขาให้เหงา จะรักเขาจนหมดใจ
    ดวงใจดวงนี้มีความรัก ล่องลอยคอยไปอย่างเคว้งคว้าง
    ผ่านวันอ้างว้างนี้โดยลำพังหวังเพียงสักวันได้พบใคร
    ดวงใจดวงนี้มีความรัก อยากให้มีคนได้มันไป
    เธออยู่ที่ไหนรักแท้ของฉัน ต้องรออีกนานสักเท่าไร
    ถึงจะได้เจอ
    ดวงใจดวงนี้มีความรัก ล่องลอยคอยไปอย่างเคว้งคว้าง
    ผ่านวันอ้างว้างนี้โดยลำพังหวังเพียงสักวันได้พบใคร
    ดวงใจดวงนี้มีความรัก อยากให้มีคนได้มันไป
    เธออยู่ที่ไหนรักแท้ของฉัน ต้องรออีกนานสักเท่าไร
    ถึงจะได้เจอ
    .
    .

    ปล1. เพิ่งมารู้จากน้องจุ้ยว่า เป็นวันเกิดพี่โอ๊กด้วย โอ๋ ช่างเป็นวันดี (เกี่ยวกันไหมเนี่ย55+) ยังไงก็ happy birthday นะค๊ะ

    ปล2. เมื่อเค้ามี Tor+ Living in C Major เราก็ต้องมี TiK+ Living in C controller มั้ง!! เเต่ทำไมมันคนละอารมณ์กันเลยว่ะ - -''


    June 02

    Yo Ho (A Pirate's Life For Me)

    Yo ho, yo ho, a pirate's life for me.
    We pillage plunder, we rifle and loot.
    Stand up me hearties, yo ho.
    We kidnap and ravage and don't give a hoot.
    Stand up me hearties, yo ho.

    Yo ho, yo ho, a pirate's life for me.
    We extort and pilfer, we filch and sack.
    Stand up me hearties, yo ho.
    Maraud and embezzle and even highjack.
    Stand up me hearties, yo ho.

    Yo ho, yo ho, a pirate's life for me.
    We kindle and char and in flame and ignite.
    Stand up me hearties, yo ho.
    We burn up the city, we're really a fright.
    Stand up me hearties, yo ho.

    We're rascals and scoundrels, we're villains and knaves.
    Stand up me hearties, yo ho.
    We're devils and black sheep, we're really bad eggs.
    Stand up me hearties, yo ho.

    We're beggars and blighters and ne'er do-well cads,
    Stand up me hearties, yo ho.
    Aye, but we're loved by our mommies and dads,
    Stand up me hearties, yo ho.
    Yo ho, yo ho, a pirate's life for me.

     

    ไปดูมาเเล้วเจ้าค่ะ กรี๊ด ให้กับทุกตัวละครเลย (^ ^'')

    พี่วิล..วิล เทนเนอร์

    เจ๊เบธ...อลิซาเบธ

    ป๋าเดป...เเจ็ค สเเปร์โรว์

    ลุงหนวด...เดวี่ โจนส์

    เจ๊สวยเเปลก...เทียดัลม่า..หรืออีกชื่อหนึ่ง...คาลิปโซ่

    .

    .

    .

    ใครอีกหว่า จำมะได้เเล้ว 55+ รู้เเต่ว่าฮามั่ก ถ้าอ่านซํบไตเติ้ลทันคงฮากว่านี้ (^ ^//)

     

    ปล. ฟังใครพูดไม่รู้เรื่องเลย 55 นอกจาก พี่วิล กะ เจ๊ เบธ (จะว่าไปก็ฟังได้นิดหน่อย) เเละ..โจรสลัดสิงคโปร์!!! โอ หรือเราจะชินกะสำเนียงเเบบนี้ 55+ เเต่มัวเเต่ดีใจ เลยลืมอ่านไปสองสามประโยคเเน่ะ เขิลล~~

    May 21

    WallPaper Tag

    อยู่ๆ ก็โดนน้องโรส tag (ไม่ใช่ tack นะ อิอิ) (ครั้งที่สองเเล้น เเต่คราวนี้เป็น wallpaper tag เเหะ)

    1. About This WallPaper :

       อันนี้เป็นรูปตัวเอกจากการ์ตูนเรื่อง "นารุโตะ นินจาคาถา"

    2. OS :

       Window XP

    3. ได้มาไง :

       Saveๆ มาจาก เวป pantip ห้องการ์ตูน

    4. เหตุผลที่ชอบ :

       ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ 55 จริงเพราะว่ารมันเท่ สีก็สวย เเล้วก็เท่ๆสุดๆกับ quote ที่ว่า
    "IN YOUTH WE LEARN, IN AGE WE UNDERSTAND"
    ดูเเสดงความเติมโต 55 ที่ข้าพเจ้าไม่ค่อยจะมี - -''

     

    May 01

    ใครกันตัวเอกใครกันตัวร้าย!!

    บ่นขำๆ...เพ้อเจ้อ...ตามประสา...
     
    พอดีอ่านการ์ตูนเเล้วก็นึกได้...ทำไมตัวร้ายมันน่าสงสารจังฟะ...
    ยังไม่ทันทำไรผิดเลย(ละมั้ง)..เป็นตัวร้ายซะละ..เเค่เพียงเพราะอยู่คนละข้างกะฝ่ายตัวเอก...
    ถ้าฝ่ายตัวเอกรุมสัตว์ประหลาด...ก็จะออกเเนวรวมพลังต่อสู้...
    เเล้วถ้าตัวร้ายรุมตัวเอก...ก็เป็นหมาหมู่ไปซะนี่... (55)
    ทำไมเเค่ยืนคนละฝ่ายถึงได้นิยามได้ต่างกันอย่างงี้นะเนี่ย...
    .
    .
    .
    ในบทละครทั่วไปหากไม่มีตัวร้ายเนื้อเรื่องก็คงจะไม่สนุกสนาน คงดำเนินไปอย่างเอื่อยเฉื่อย...เรื่อยเปื่อย...
    หากมีตัวเอกที่เเสนดี... ก็ย่อมมีตัวร้ายที่เเสนเเสบสุดเลวร้าย... วางตัวละครวางบทไว้ให้ผู้ชมตื่นเต้นลุ้นระทึก
    .
    .
    .
    เเต่ในความเป็นจริง ใครกันเล่าอยากเป็นตัวร้าย
    เเล้วถ้าอย่างนั้น...ใครจะตัดสินว่าใครกันเป็นตัวเอก... ใครกันเป็นตัวร้าย...
    เเน่นอน...ย่อมไม่มีใครอยากเป็นตัวร้ายในชีวิตจริงหรอกน่า...
    .
    .
    .
    การช่วงชิงบทตัวเอกจึงอาจเกิดขึ้นในบางสถานการณ์...
    จนบางทีก็ลืมเหตุเเห่งการกระทำของตัวไปเเล้วเข้าใจไปเสียว่าตัวเองกำลังเล่นบทตัวเอกผู้น่าสงสารอยู่...
    เล่นจนเพลิน...จนลืมไปว่า...กำลังยัดเยียดบทตัวร้ายให้กับใครอยู่หรือเปล่า...
    .
    .
    .
    เหล่าตัวร้ายที่ถูกยัดเยียดก็อาจจะงงงวย...งุนงง...เหมือนโดนหมัดตรงเข้าให้...
    เเต่...เหล่าตัวร้ายทั้งหลาย!!!... อย่าเพิ่งท้อใจไป...จงช่วงชิงบทตัวเอกกลับมาให้จงได้...(55+)
    .
    .
    เเต่ไม่ว่าจะเล่นบทไหนก็ต้องอย่าลืมทำความดีนะ (น่านพยายามเเถจบดีๆ 55)
    .
    .
     
    จบการเพ้อเจ้อ...เเหะๆ
     
     
    ปล 1. (สำหรับคนอ่านนารุโตะ)
    เคยอ่านนารุโตะกันไหม....ตอนนี้เพื่อนเก่าพระเอกอย่างซาสึเกะถูกวางบทเป็นตัวร้ายกลายๆซะเเล้ว ทั้งที่ออกจะเท่ เเสนดี!!
    (จะโดนหาว่าไม่มีlogicอีกไหมเนี่ย 55)
    คนเขียนคงต้องเล็งเห็นข้อนี้เเน่ๆ ตอนนี้การ์ตูนเรื่องนี้ดำเนินเรื่องได้เเบบ จะเปลี่ยนพระเอกเป็นซาสึเกะเเทนกันเลยทีเดียว..55
    ปล 2. เล่นบทตัวร้ายเบื่อละ... อยากเล่นบทนางเอกมั้ง... (ถ้ามีพระเอกเเถมด้วยจะดีมาก) อิอิ
    April 05

    Makurenger again!!!

    มาคุเรนเจอร์ออกปฎิบัติการ!!!
     
    (กลับมาอีกครั้งเเบบตอนเดิม resolution ใหม่ 55 ในที่สุดก็หาสเเกนได้ซักที!!)
     
     
    ตอนที่ 1 : เหล่ามาคุเรนเจอร์ปรากฎกาย!! พวกเขาคือฮีโร่พันธุ์ใหม่ ที่จะปราบเหล่าร้ายองค์กรมืดของโลกให้สิ้นซาก!!!
     

     

    ตอนที่ 2 : ท่ามกลางความตึงครียด พวกเขายังคงฝึกฝนทักษะตลอดเวลา กับหลักสูตรฮีโร่ที่ต้องเผชิญ พวกเขาจะรอดไปได้หรือไม่!!!  

    ปล. วิชาการต่อสู้กับหมี เป็นความสามารถเฉพาะตัว ต้องอาศัยความชำนาญและความอดทนอย่างมาก ห้ามเลียนเเบบ

     

    March 31

    April's Fool Day

     
     
    ว่ากันว่า...การโกหกเกิดขึ้นพร้อมกับการพูดของมนุษย์เลยทีเดียว (55)
    ทำไมต้องโกหกละ...เเล้วเรื่องไหนเป็นเรื่องโกหก...เเล้วเรื่องไหนเป็นเรื่องจริง...
    บางทีคนพูดอาจจะไม่รู้ตัวเลยก็ได้ว่าได้เอ่ยคำโกหกคำโตออกมาเเล้ว...

     

    "วันโกหก มีเชื่อเรียกว่า วันเมษายน หน้าโง่ หรือ April’s Fool Day
    ประวัติของวันๆนี้ เริ่มต้นที่ประเทศฝรั่งเศส ในยุคศตวรรษที่ 16 ตอนนั้นชาวฝรั่งเศสมีวันปีใหม่ตรงกับวันที่ 1 เมษายน

    กระทั่งมาถึง ค.ศ.1562 โป๊ป เกรกอรี จึงกำหนดให้ชาวคริสต์ทั่วโลกฉลองวันปีใหม่พร้อมกันวันที่ 1 มกราคม

    คราวนี้สมัยก่อน ข่าวสารไม่ได้กระจายรวดเร็วเหมือนสมัยนี้ คนบ้านนอกของฝรั่งเศสบางกลุ่มยังไม่รู้ แถมบางคนได้ยินแล้วก็ยังไม่เชื่อ เลยฉลองวันปีใหม่กันวันที่ 1 เมษาฯเหมือนเดิม ทำให้พวกไม่ตกยุคเย้ยหยันพวกตกยุคว่า “หน้าโง่” แถมยังพยายามจะแกล้งหลอกคนกลุ่มนี้เพื่อความสนุกสนานอีกด้วย

    วันที่ 1 เมษายน ก็เลยกลายเป็นวันที่คนแกล้งหลอกกันด้วยการแต่งเรื่องอะไรก็ไดมาหลอกให้คนอื่นหลงเชื่อ จากนั้นค่อยเฉลยในตอนท้าย ซึ่งเรื่องที่เอามาหลอกนั้นจะต้องไม่ทำให้อีกฝ่ายถึงกับเลือดตกยางออก และคนที่ถูกหลอกจะต้องไม่โกรธด้วย เพราะถือว่า วันนี้เป็นวันพิเศษยกเว้นให้หนึ่งวัน"

    ที่มา>>http://zaaz.name/modules/news/article.php?storyid=133&NewsTab=15

    (เเบบว่าหาๆเอาใน google เเล้วเจออันนี้อ่ะ เพิ่งรู้เลยนะเนี่ยว่ามีที่มาจากฝรั่งเศล - -'')

    .
    .
    .
    ประเภทคำโกหก...
    .
    .
    คำปลอบ...
    คำโม้...
    คำอวดอ้าง...
    คำยกยอ...
    คำตลก...
    เเละอื่นๆหลากหลายประเภท...
    .
    .
    .
    คำพูดมากมายที่กล่าวออกมาเเบบไม่รู้ตัวบางเรื่องเป็นเรื่องจริงเเต่คนอื่นไม่เชื่อ
    มันก็อาจกลายเป็นคำโกหกคำโตต่อผู้อื่นได้เช่นกัน...
    .
    .
    .
    เเล้วเราจะมีวิธีจำโกหกกันยังไงบ้างละเนี่ย...
    .
    .
    .
    เเต่ยังไงก็...Happy April's Fool Day
    กะเค้ามั้งละกัน ตามกระเเสกันหน่อย
    (ไม่ได้เกี่ยวกันเล๊ย 55)
    .
    .
    .
    ขอให้การโกหกสร้างความสุขกับผู้คนได้บ้างก็ยังดี (^_^)
     
     
     
    พยายามลงสีให้ดูลึกลับ...อืม...เอ...มันดูประหลาดๆไงก็มะรู้ - -''
    เเต่มันก็ดู...ยิ้มโฉดดีออก อิอิ
     
     
     
    ปล. เนื่องด้วยไอ้เรามันก็คนโกหกไม่เเนบเนียน รู้สึกเหมือนโดนจับได้ทุกครั้ง 55
    (พอๆกะการนินทาคนไม่ขึ้น นินทาทีไร คนที่ถูกนินทาจะเดินมาในรัศมี3 เมตรทุกที (- -''))
    ใครมีเทคนิคตระการตาในการโกหกก็เล่าสู่กันฟังมั้งเน่อ 55
    (เผื่อจะได้เอาไปพัฒนาฝีมือ หุๆ)
     

    หมายเหตุ: การโกหกไม่ดีกะผู้คนรอบข้างเเละตัวเอง ดังนั้นอย่าพูดโกหกเกินจำเป็น ^ ^

    March 25

    สวัสดีหน้าร้อน....(mirror)

    สวัสดีหน้าร้อน....

    วันที่น่าเบื่อ ก็ยังคงน่าเบื่อ...
    ยิ่งร้อนความน่าเบื่อก็ยิ่งเพิ่ม...

    พอมีคนถามว่าเบื่ออะไรนักหนา...อืมน่านสิ ฉันเบื่ออะไรกันเเน่นะ
    เบื่ออะไรน้า... เเต่มันน่าเบื่อจริงๆนี่นา...

    ในที่สุดก็หาคำตอบไม่เจอ...
    .
    .
    .
     
    วันก่อน...อย่างกับถูกขังอยู่ในห้องสีขาวที่ไม่มีอะไรเลย
    (ยังดีนะที่คว้านิยายมาอ่าน)
    นั่งทำงานเเบบเปื่อยๆ ได้ยินเสียงเครื่อง..ทำงานอย่างสม่ำเสมอ..
    เสียงวีดวิ้วเหมือนเสียงกรีดร้อง... เสียงลมจากไดร์ครวญคราง...
    .
    .
    ช้าก่อน...นี่ไม่ใช่หนังผีนะ (=_='')
    .
    .
    ทั้งๆที่ก็ทำเเลปซ้ำๆ อย่างงี้เรื่อยมา ทำเเลปเช้ากว่านี้ก็เคย กลับดึกกว่านี้ก็มี...
    เเต่...
    โอ๊ย นี่มันอะไรกันเนี่ย!!!!
    ทั้งที่นั่งนิ่งๆอยู่ในห้องนั้นเเหละ เเต่ในสมองนี่คิดวนไปวนมาเรื่อยเปื่อย เหมือนน้ำวนเฉี่ยวกราด
    .
    .
    สาเหตุมันต้องมาจาก...ความเบื่อสะสมเเน่ๆเลย...
    .
    .
    พอเสร็จงานก็เบื่อจนทนไม่ไหว...เลยรีบหนีกลับ...ว่าเเล้วก็...ไปสอนพิเศษต่อดีกว่า..55
    การต่อปากต่อคำกับเด็กเนี่ย มันน่าปวดหัวก็จริง เเต่มันก็เเก้เซ็งไปได้พอประมาณละน่า
    จบวันน่าเบื่อไปอีกวัน...เฮอ...
    .
    .
     
    เเละเเล้ว...วันที่น่าเบื่อ ยังคงดำเนินอย่างสม่ำเสมอ...
     
    .
    .
    .
     
    สวัสดีหน้าร้อน...

    ฉันเกลียดหน้าร้อน เเต่ก็ร้อนอยู่ทั้งปี อา...จริงๆเเล้วฉันคงเกลียดวันที่น่าเบื่อต่างหาก...
     
     
     
    (ปล. หลอนพอมะ เหอๆ ทำไมช่วงนี้ถึงได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นโรคประสาทอ่อนๆไปเเล้วนะเนี่ย เฮอ
    พยายามเขียนให้เป็น mirror กับ blog น้องจุ้ย 55+)
    February 01

    เเลปxไสยศาสตร์xซ่อมบำรุง

    อัพบล๊อกอย่างต่อเนื่อง....ว่างไรขนาดนั้น!!!
    ไม่สิ...อย่าเรียกว่าว่างเลย เเค่กำลังหลีกหนีความจริงก็เท่านั้น...
     
     
    เรื่องบางเรื่องถึงเเม้ใครๆจะมองว่าเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์
    เเต่มองไปลึกๆบางคนก็หวังพึ่งไสยศาสตร์หรือดวงอยู่เป็นเเน่
    (อย่างน้อยก็เราหะๆ)
    .
    .
    เรื่องมันมีอยู่ว่า....วันนี้ก็ไปทำเเลปด้วยอารมณ์เซ็ง ไม่เรียกทำเเลปหรอก เรียกว่าไปดูเค้าซ่อมเครื่องตามปกติ
    (หลังจากการซ่อมมาเนิ่นนานเเละทำท่าว่าจะใช้ได้เเล้ว ก็ดั๊นมาเสียอีก เเง๊ๆ อะไรเนี่ย)
    ด้วยความเนือยก็เลยอู้มากไปหน่อยเดินกินขนมนู่นนี่ จนรถเมล์ผ่านไปหลายคัน (เหอๆ)
    .
    .
    พอถึงเเลปก็เห็นพลพรรคชาวเเลปหน้าดำคร่ำเคร่งกันใหญ่ 
    เพราะเช็คอุปกรณ์เเล้วไม่มีไรเสียซักอย่าง
    เเต่ทำไมละ ทำไมถึงยังใช้ไม่ได้!! ทำไมยังไม่หายเอ๋อ (T T)
    พวกรุ่นพี่ทั้งหลายลองทุกวิถีทาง ทั้งการเช็คเครื่อง เช็คสาย การลองผิดลองถูก
    การซ่อมตามยถากรรมโดยการหยิบยืมอะไหล่ตัวเล็กๆ (เล็กมากจริงๆ) จากเเลปอื่นๆ
    รวมทั้งการเยี่ยมชมเเหล่งอะไหล่ชื่อดังอย่างบ้านหม้อถึงสองครั้ง
    ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ
    ดังนั้นหลังจากปล่อยรอเวลาไปซักพักก็เลยลองกันใหม่
    โดยปรับสภาพให้เหมือนตอนเเรกสุดที่สุด...
    เอ๋า ดันหายเเล้ว ไม่เสียเเล้วซะงั้น อะไรกันเนี่ย!!
    .
    .
    เอาว่ะ โชคดีไป
    เค้าเรียกว่าเเม้ในความมืดมิดที่สุดก็ยังมีเเสงสว่างริบหรี่ให้เห็นบ้างละน่า
    อาจฟังดูมึนๆ มันไปเกี่ยวกับไสยศาสตร์ตรงไหนเนี่ย
    เรื่องมันมาเกี่ยวกันได้ก็เพราะนี่เลย
    พอทุกคนอารมณ์ดีก็เดินไปกินข้าวกันอย่างหรรษา
    เเละเเล้วเพื่อนผู้น่ารักที่ทำให้ความเชื่อที่ว่าไสยศาสตร์มีจริง
    ก็เดินมา (มาเเบบ Am(p) Way, My Way อิอิ ชอบๆขอยืมใช้หน่อย) 
    พร้อมกับพูดว่า "เนี่ยเดี๋ยวจะไปซื้อพวกมาลัย"
    "เอ๊ยซื้อไปทำไมหรอ" เราก็ถามกันด้วยความงง
    เพื่อนรักก็ตอบว่า
     "อ่อไปไหว้พระรูปเมื่อวานไปขอไว้ให้ซ่อมได้"
    ทีนี้ก็หัวเราะกันทั้งโต๊ะเลยทีเดียว เพราะพอจะเข้าใจไปลางๆเเล้วว่าทำไมถึงซ่อมได้ 55+ 
    (ขอบพระคุณมากๆค่ะ ซึ้ง (T ^ T)))
    เเต่เรื่องราวของ ห้องเเลปxไสยศาสตร์xซ่อมบำรุง คงยังไม่จบเพียงเท่านี้
    เเม้จะผ่านกำเเพงนี้ได้ เเต่ก็ยังมีกำเเพงอีกมากขวางอยู่ เเละหนทางที่ต้องเดินก็ยังอีกยาวไกล สู้ต่อไปผองเพื่อนเด็กเเลป
    .
    .
    .
    เเต่
    .
    .
    .
    หนูจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับกำเเพงเเบบนี้ไปซักพักนะค๊า (55+ เรียกว่าสละเรือหนีเลยทีเดียว)
    ขอลี้ภัยไปสู้ปกป้อง (Defend) Thesis ที่รักก่อน (อย่างน้อยๆก็สองเดือน 55+)
    .
    .
    ว่าเเต่..กองทัพอาจารย์จะปล่อยหนูรอดไปไหมเนี่ย (T ^ T'')
     
    .
    .
     
     ปล. เรื่องเเบบนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล เเต่เราก็เชื่อ 55+...อย่างน้อยเเม้ในความสิ้นหวังก็ยังมีสิ่งให้เรายึดถือได้อยู่บ้างละนะ
     
    January 31

    กาผจญภัยเล็กๆสมัยเด็กน้อย

    อา อยู่ๆก็โดน tag โดยน้องสาว  (= =)) ก็ไม่ได้ไม่ว่างอะไร เเต่ขี้เกียจเเละออกจะเซ็งๆ กับชีวิต
    (โอ กลายเป็นเด็กมีปัญหาไปเสียเเล้วเรา)
    เอาละ ไหนๆวันนี้ก็เซ็งได้ที่ เเล้วก็เบื่อได้ใจ เอาซะหน่อย ไม่ได้อัพมานาน จะกลายเป็น blog ร้างอยู่เเล้ว
    (ก่อนจะกลายเป็นที่สิงสู่ของผีนกฮูก (>_<'')))
    ถ้าให้เล่าความลับ....เอ....อา...เออ....ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีไรอ่ะนะ 55+  ไม่รู้จะเริ่มไงดี ไอ้ความลับน่ะไม่ค่อยมีหรอก เเต่เรื่องหน้าเเตกเพราะความเหวอจัดเนี่ย เยอะ (-_ -;;) เอาเป็นว่าเล่าเกี่ยวกับการผจญภัยวัยเด็กดีกว่า
     
    1. อย่าเลียนเเบบหนังมวยปล้ำโดยสู้กับคนสี่คน...
        สมัยเด็กๆซัก 6 ขวบได้ กำลังน่ารัก(55+) สมัยนั้นหากใครเกิดทันยุค(55+) ก็คงจะเคยดูพวกหน้ากากเสือ พวกมวยปล้ำ ด้วยความเท่ เเละดูน่าสนุก (เอาเป็นว่าตอนเด็กมันน่าสนุกอ่ะนะ 55+) ก็เลยเล่นกับเด็ก
    ข้างบ้านเเละผองพี่น้อง เล่นไปเล่นมา..อยู่ๆก็โดนจับดัดเเขนไปด้านหลังเเล้วกดให้นอนคว่ำกับพื้น พร้อมกับผู้คนจำนวนมาก!!!(จริงๆก็เเค่สี่หะๆเเต่หนักเฟ้ย) กระโดดทับ พลันสามวินาทีผ่านไปก็ได้ยินเสียงเเปลกๆ พร้อมกับเเขนขวาที่หมุนได้รอบ (เอ๊ะหรือซ้ายนะ เรื่องมันนานมาเเล้วน่ะ เเหะๆ) เดือดร้อนพ่อเเม่ต้องพาไปหาหมอ หาหมอเเผนปัจจุบันซักพัก ก็ต้องไปหาหมอจับเส้นอีก หานานมากจนเเอบเบื่อหมอเลยทีเดียว = =
    2. บันไดมีให้เดินขึ้นไม่ใช่ให้กระโดดกระต่ายขาเดียว...
        ด้วยความเป็นเด็กร่าเริงสดใสกระตือรือร้น...มากไปหน่อย ตอนงานวันเด็ก ท่านพ่อท่านเเม่จะพาทั้งบ้านไปเที่ยววันเด็ก ด้วยความดีใจจะได้ไปไต่หน้าผาก็เลยกระโดดกระต่ายขาเดียวขึ้นบันไดไปซะงั้น กระโดดไปได้สองขั้นพลาดเจ้าค่ะ (=  =)(เดินปกติก็สะดุดอยู่เเล้ว ดั๊นกระโดด..ขาเดียวอีกต่างหาก) สรุปว่าอยู่ๆพ่อเเม่พี่น้องเพื่อนฝูงก็วิ่งมาดูด้วยความตกใจ ได้เเผลที่หน้าผากไปห้าเข็ม โอ...เจ๊บจริงๆ..อดเที่ยวเลย
    3. อย่าเล่นซ่อนเเอบในบ้าน...
        อันนี้...จริงๆเเล้วมันไม่ใช่ความผิดของฉันเลยนะ!! วันนั้นพ่อเเม่พี่น้องจะออกจากบ้านไปทำธุระ ส่วนฉัน..ด้วยความเป็นเด็กอนามัยจัด ก็เลยเเอบไปงีบนอนกลิ้งไปกลิ้งมาก็ตกฟูก(ฟูกวางบนพื้นน่ะสูงซัก
    ฟุตได้) ตกไปตรงไหนไม่ตกไปอยู่ตรงร่องฟูกกับตู้พอดี พ่อเเม่หากันทั่วบ้าน ตกใจกันยกใหญ่ ว่าเอ๊ะ หายไปไหน ไอ้ตอนนั้นก็ด้วยความขี้เกียจลุก ได้ยินเสียงโหวกเหวกนอกบ้านก็ช่างมัน จะนอน ก็กลิ้งในซอกต่อไป พอเสียงโวยวายพ่อเเม่หายไป กลายเป็นเสียงพี่ชายเดินขึ้นมาเเทน ก็เลยลุกขึ้นมาถาม...เค้าโวยวายไรกันหรอ...สร้างความเเตกตื่นให้กับพี่น้องเป็นอันมาก 55+
    4. อย่าคิดว่ารองเท้าตัวเองใหญ่กว่าร่องท่อระบายน้ำเสมอไป...
        เหตุเกิดเเถวสวนลุม สมัยนั้นเป็นครอบครัวฮาเฮ วันอาทิตย์ก็ต้องไปนั่งสวน เดินเล่น เเละด้วยความเสร่อ
    (อีกเเล้วครับพี่น้อง - -) เดินไปเดินมาตกร่องซะได้ ไม่ใช่ร่องธรรมดา เเต่เป็นซี่ร่องของทางระบายน้ำ
    ที่ลึกมาก ยังดี ที่น่องอันอวบใหญ่ของเด็กน้อยยันไว้ เลยไม่ตกลงไปทั้งขา เเต่ก็ได้ลอยถลอกมาเต็มเเข้งเลยทีเดียว เจ็บอ่า
    5. ข้ามถนนๆต้องมองซ้ายขวาให้ดี...
        อันนี้เหตุเกิดไกลบ้านหน่อย ไปถึงบางเเสนเลย ไกลมาก สมัยนั้นเด็กมาก ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าคนเค้าข้ามถนนทำไมต้องมองซ้ายมองขวา (55+) เห็นเค้ามองซ้ายก็มองตาม มองขวาก็มองตาม เเต่ดั๊นยืน
    ห่างจากต้นเเบบไกลไปหน่อย ต้นเเบบข้ามได้ไม่โดนชน ฉันเดินตามต้นเเบบไปโดนรถกะบะชนโครมไถลไปร่วมห้าเมตรได้ (= _=) ไอ้ตอนไถลไปใหม่ๆ ไม่เจ็บเลย สงสัยเพราะเเผนชาอยู่เห็นผู้คนรอบข้างตะโกนโหวกเหวก ก็ยังเเค่เอ๋อๆ พอเอามือจับหัวเเค่นั้นเเหละ โอ เลือดกระจาย (ตอนนั้นยังอุตส่าห์จะหาหนังหัวตัวเองนึก่วามันเปิดออกมาซะอีก 55+) พ่อรีบวิ่งมาเลย ด้วยอารามตกใจพ่อเเม่พี่เลยไม่มีอารมณ์ด่าพี่เลย 55+ รีบพาพี่ที่เลือดท่วมไปโรงพยาบาล คุณคนขับรถกะบะ เป็นคนพาไป
    (อาขอโทษคนขับด้วย เจอเด็กเปรตกระโดดใส่รถ = =) หมอก็เเสนโหด หรือกลัวเปลืองยาก็ไม่รู้เย็บเเผลสดๆ โอ ม่าย 
    สรุปความเสียหายโดนเย็บไป 31 เข็ม พร้อมกับเสียค่าใช่จ่ายๆมากมาย (- - ) (เป็นครั้งเเรกที่ได้ใช้เทคโนโลยีเเบบ MRI เเหะๆเรียกงี้ป่าวหว่าจำมะได้) ดังนั้น...ข้ามถนนก็ควรดูตาม้าตาเรือให้ดีกันก่อนนะจ๊ะ...(เตือนชาวบ้าน..เเต่ตัวเองก็ยังเสร่ออยู่ดี - -)
     
     
    เอาละ พอเเค่นี้ละกัน เเค่นี้ก็พิมพ์เมื่อยมือไปหมดเเล้ว...ว่าเเต่..มันเป็นการผจญภัยตรงไหนเนี่ย 55+

    ปล.ความลับเน่ะเป็นอาภรณ์ของผู้หญิงเลยนะ เพราะงั้นบางเรื่องก็ปล่อยให้มันเป็นความลับต่อไปเห๊อะ 55+ (เอามาจากโคนัน ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนชื่อกลายเป็นโคตรนานไปเเล้ว)


    December 20

    Merry Chrismas

    Last Christmas
    Artist(Band):wham!  
     
     
    Last Christmas
    I gave you my heart
    But the very next day you gave it away
    This year
    To save me from tears
    I'll give it to someone special

    Last Christmas
    I gave you my heart
    But the very next day you gave it away
    This year
    To save me from tears
    I'll give it to someone special

    Once bitten and twice shy
    I keep my distance
    But you still catch my eye
    Tell me baby
    Do you recognize me?
    Well
    If it's been a year
    It doesn't surprise me
    "Merry Christmas"
    I wrapped it up and sent it
    With a note saying "I love you"
    I meant it
    Now I know what a fool I've been
    But if you kissed me now
    I know you'd fool me again

    Last Christmas
    I gave you my heart
    But the very next day you gave it away
    This year
    To save me from tears
    I'll give it to someone special

    Last Christmas
    I gave you my heart
    But the very next day you gave it away
    This year
    To save me from tears
    I'll give it to someone special

    ooooo
    oh oh baby

    A crowded room
    Friends with tired eyes
    I'm hiding from you
    And your soul of ice
    My god I thought you were
    Someone to rely on
    Me?
    I guess I was a shoulder to cry on

    A face on a lover with a fire in his heart
    A man under cover but you tore me apart
    oh oh
    Now I've found a real love you'll never fool me again

    Last Christmas
    I gave you my heart
    But the very next day you gave it away
    This year
    To save me from tears
    I'll give it to someone special

    Last Christmas
    I gave you my heart
    But the very next day you gave it away
    This year
    To save me from tears
    I'll give it to someone special

    SPECIALLLLLL

    A face on a lover with a fire in his heart ( Gave you my heart)
    A man under cover but you tore me apart
    Next year I'll give it to someone
    I'll give it to someone special.
    special
    someone someone
    I'll give it to someone,I'll give it to someone special
    who'll give something in return
    I'll give it to someone
    hold my heart and watch it burn
    I'll give me to someone,I'll give it to someone special
    I've got you here to stay
    I can love you for a day
    I thought you were someone special
    gave you my heart
    I'll give it to someone,I'll give it to someone
    last christmas i gave you my heart
    you gave it away
    I'll give it to someone,I'll give it to someone
     
     
    ปล1. Merry X'mas มีความสุขมากๆนะฮับทุกคน (อยากไปดูไฟต้นคริสต์มาสจัง อิอิ)
    ปล2. ไปดูfrashน่ารักๆ กับเพลง last chrismas ได้ที่ linkนี้ฮัป http://www.tongcom.co.kr/dingani_15.htm

    October 20

    วิธีแก้เขินเเบบขำๆ

    อา ช่วงนี้มันอะไรกันนักหนาน้า มีเเต่เรื่องให้หน้าเเตกไม่เว้นเเต่ละวัน ((- _ -///) มีตั้งเเต่เรื่องเล็กไปเรื่อยใหญ่มาก (อย่างน้อยก็ในความคิดของคนเขียนละนะ) ดังนั้นวิธีการเเก้เขินก็ดูจะมีความจำเป็นขึ้นมาอย่างยิ่งยวด บางอันก็ไม่เข้าท่าเอาซะเล๊ย เเหะๆ ไอ้วิธีที่เอาไปใช้ล่าสุดก็นี่เลย
     
    1. ยุทธการเจอหมีให้เเกลังตาย (55+)
     
        จะกล่าวในกรณีทั่วไป หากต้องเจอกับคนที่คุณเกรงกลัว(เป็นอย่างมาก)ในระหว่างที่กำลังคุยเล่น นินทา เล่นเกม ออนเอ็ม อื่นๆอีกจิปาถะมากมาย ที่ถ้าถูกเห็นเเล้วจะถูกลดชั้นวรรณะลงได้ (55+) ไอ้พอเจอไม่เท่าไหร่เเต่ถ้ามาหยุดยืน หยุดมอง เดินมาอย่างเงียบเชียบด้วยท่าทางอยากพูดอะไรซักอย่างเเต่ไม่พูด เเละหากคุณได้พยายามเเก้เขินด้วยวิธีเบสิคเช่น การคุยกันอย่างเคร่งเครียดด้วยเรื่องวิชาการ หยิบหนังสือที่ดูหนาที่สุดที่ไม่เคยคิดจะเปิดดู เเต่ไม่ว่าจะขุดวิธีการใดมาทำเเล้วก็ไม่หายเขินซะที(จริงๆน่าจะเรียกว่าร้อนตัวในความผิดมากกว่า 55+) หนทางเดียวที่ทำได้ เเกล้งตายไปเลยดีกว่า (ถ้ามีหมอนหรือผ้าห่มอยู่ข้างๆวิธีนี้จะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นถึง 60% เลยทีเดียว ผู้เขียนได้ลองใช้มาเเล้ว 55+) สามารถใช้ได้ดี(จริงหรอฟะ)กับผู้ที่คุณมิอาจต่อกรด้วยได้ (- _ -).....
     
    2. หัวเราะให้ดังกว่าปกติ
     
         หัวเราะกลบเกลื่อน ดูเป็นคำคุ้นหูดีเหมือนกันเเหะ หลังจากทีเขินเวลาทำเปิ่นเเบบสุดๆ เสร่อเเบบเซ่อๆ อย่าให้ความเงียบครอบงำบรรยากาศโดยรอบเป็นอันขาด การเล่นมุกเเป๊ก เสี่ยว เลี่ยน ที่ไม่สามารถข้ามไปเส้นขนานที่ชื่อว่าคำคมหรือมุกที่ดีได้เเล้วละก็ อย่าพยายามเงียบจงหัวเราะมุกตัวเองนำไปก่อน 55+ เอาให้มันรู้ไปว่าฉํนขำนะเฟ้ย พวกเเกที่ไม่ขำต่างหากที่เเปลก 55+
     
    3. เปลี่ยนเรื่องสนทนาอย่างทันทีทันใด
     
         การพูดหักมุมเปลียนเรื่องอย่างกะทันหันดูจะใช้ได้ดีสำหรับผู้มีสกิลหายใจด้วยผิวหนัง การพูดเฉไฉไปเรื่องอื่นโดยทันทีทันใดที่ได้ผลจำเป็นต้องใช้package ของข้อมูลจำนวนมากที่จะสามารถอัดกระเเทกเข้าไปในสมองของผู้ฟังอย่างรวดเร็ว ทำให้ลืมเรื่องของเขินๆของคนพูดไปได้โดยไม่ยาก 55+ 
     
    4. ชมตัวเองไม่ง้อใคร
        พอเขินเพราะไม่มีใครชมตอนเเต่งตัวเเปลกประหลาดจากปกติมา เเล้วเจอคำเเซวที่ฟังเเล้วหงุดหงิดน่าตื้บคนพูดเเล้วละก็ อย่าไปสน อย่าไปเขิน ลองพูดชมตัวเองไปพร้อมกะชมคนข้างเคียงไปด้วย (55+) ความเขินก็จะdistribute ออกไปเเบบ Gaussian curve จนรู้สึกได้ถึงระดับความเขินที่เหลืออยู่น้อยนิด (55+) วิธีการนี้ได้ทำการทดสอบมาเเล้วโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์กรหนึ่ง (55+) ซึ่งผลการทดสอบให้ผลเป็นที่น่าพอใจจริงๆนะเนี่ย
     
    เอ จริงๆมันก็คงมีอีกเยอะหลายร้อยวิธี เเต่วิธีที่เคยเอาไปใช้เเล้วก็ประมาณนี้ละมี้ง บางอันก็ไม่ได้ช่วยเล้ย กลับยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายเข้าไปอีก (- -) เฮอ
    September 20

    Tokyo หรรษา

    ว่าจะมาอัพเดทblog (เเต่ด้วยความขี้เกียจ 55+ เลยอัพเดทช้าไปหน่อย)
     
    วันที่ 3-13 กันยายนที่ผ่านมา เราก็ได้มีโอกาสบินไปไกลกว่าประเทศเพื่อนบ้านเป็นครั้งเเรก(55+ อ่านจากการเดินทางครั้งก่อนๆก็จะเห็นว่าบินเเบบเเกว่งลูกตุ้มอยู่เเถวบ้านพี่เมืองน้องทั้งนั้น) ด้วยเหตุที่ต้องไปสัมมนาโปสเตอร์ที่มหาวิทยาลัยวาเซดะ โตเกียว ญี่ปุ่น (จริงๆเเล้วไม่ต้องไปก็ได้ฝากรุ่นพี่ไปเเปะไปพูดก็ได้ เเต่ไหนๆก็ไหนๆ ขอหนูบินเถอะ เเม้จะไร้กำลังทรัพย์สนับสนุนก็ตาม T T) ว่าเเล้วก็เตรียมตัวเดินทาง ก่อนอื่นก็ต้องหาตั๋วก่อน ทางเเลปใจดีก็ช่วยออกค่าตั๋วเครื่องบินให้ส่วนหนึ่ง เเละทางComference ก็ช่วยออกค่าใช้จ่ายให้อีกส่วนหนึ่ง ทำให้การเดินทางครั้งนี้ลดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะ ขอบคุณมากๆค่ะ T T ซึ้งงง~
    วันเเรกออกเดินทางจากบ้านเเต่เช้าตรู่ เรียกว่าดึกดื่นน่าจะดีกว่า - -'' เครื่องออกหกโมงเช้าเเต่ไปสนามบินล่วงหน้าซะหน่อย เนื่องด้วยเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการลอบวางระเบิดในเครื่องบินที่ออกข่าวอย่างครึกโครมทำให้มีการตรวจเข้มเเบบสุดๆ ห้ามเอาของเหลวขึ้นเครื่องห้ามเอาเจล บลา บลา~ ไอ้เราก็ว่ารื้อออกไปใส่กระเป๋าใหญ่หมดเเล้วนา ไม่น่ามีเหลือ พอก่อนขึ้นเครื่องเจ้าหน้าที่สายการบิน (Northwest) ก็มาตรวจอีกรอบ เหวอ ลืมไปว่าลิควิดเปเปอร์ก็ของเหลว ในที่สุดเค้าก็จับโยนน้องลิควิดของเราออกจากเป้ไปอย่างไม่ไยดี โอ๋ลาก่อนน้องลิควิด หลังจากนั้นก็ปล่อยเราไปขึ้นเครื่อง (ตรวจเเล้วตรวจอีกจริงๆ - -) พอไปนั่งบนเครื่องก็เตรียมหลับ เเต่เจ้ากรรมคุณพนักงานทำงานดีมากเดินไปเดินมาเสริฟอาหารให้กับผู้โดยสารตลอด จะหลับได้ไหมเนี่ยยยย ว่าเเล้วเวลาก็ล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว (ถึงจะยากเเก่การหลับเเค่ไหนเราก็หลับ 55+) เครื่องถึงสนามบินนาริตะจนได้ (ที่ต้องบอกว่าจนได้ก็เพราะสยองไอ้กัปตันเนี่ยเเหละเอาเครื่องลงได้น่ากลัวมาก T T สยองจริงๆ เหมือนนั่งไวกิ้ง ไอ้เราก็รู้สึกอยากจะอ้วกอยู่เเล้วด้วย งึมๆ) ลงจากเครื่องก็เตรียมตัวเข้าเมือง สนามบินนาริตะกับเมืองโตเกียวนั้นอยู่ไกลกันมาก ไกลจริงๆต้องขึ้นรถไฟต่อรถไฟใต้ดินเดินอีกสามตลบ (ลากไอ้กระเป๋าใบใหญ่ๆไปด้วย เหอๆ อย่างเหนื่อย) พอถึงที่พักก็เตรียมเดินทางไปวาเซดะต่อ เพื่อไปกินข้าวเย็น (55+ ลงทะเบียนเเล้วต้องเอาให้คุ้ม) เนื่องด้วยไปสายเนื่องด้วยหลงทาง - - (เเต่มีคนใจดีพาน้องหมามาเดินเล่นเดินไปส่งถึงหน้ามหาลัยเลย โหใจดีโคตรๆ) พูดถึงคนใจดี เจอคนใจดีตลอดทางเลย (ปลื้ม) มีตั้งเเต่คนช่วยบอกทาง ช่วยถือกระเป๋า (ใบใหญ่มากจริงๆ เขิน) หลังจากอิ่มเเล้วก็กลับที่พัก ใน conference เห็นผู้คนมากมายที่เป็นฝรั่งเเล้วเหนื่อย - - ฟังก็ไม่ออก ไม่รู้จักใครเลยอีกต่างหาก รีบกินก็เลยอยากรีบกลับ หะๆ การเข้าสังคมทำให้เหนื่อยจริงๆ - - 
         
    ตั้งเเต่วันที่ 3-8 ก็เข้า conference เรื่อยๆ เเบบเข้าครึ่งวันเช้า อีกครึ่งวันบ่ายเที่ยว (55+) เพราะงั้นไปเที่ยวบ่ายเดินจนถึงดึกพอเช้ามาเข้า conference ก็เหนื่อยเเละหลับ เเหะ ๆ ช่างไม่ได้ไรเล้ย (เขินเจออาจารย์ใน conference ก็เขิน เพราะรู้สึกผิด "เง้อหนูมาหลับอีกเเล้วค่ะอาจารย์" 55+) ส่วนวันที่ 7 ที่มีพรีเซนต์โปสเตอร์ก็เอามาเเปะเเต่เช้า พอถึงเวลาพรีเซนต์ก็ยืนพูดๆ(พูดจนคอเเห้ง ยึดหลักพูดเร็วเข้าข่ม ถามไรมา ไม่เข้าใจก็ซัดประโยคpatternที่เตรียมมาเมื่อคืน 55+) เรื่องเกี่ยวกับการประชุมก็มีเเค่นี้คร่าวๆ (เอ๊ะน้อยไปป่าว 55+) หลังกินข้าวที่โรงอาหารของวาเซดะเเล้ว (เรียกว่าห้องอาหารน่าจะดีกว่าโคตรหรู อาหารที่เลี้ยงก็หลากหลายเยอะเเยะ เเต่จะกินหมดก็เดี๋ยวจะเดินไม่ได้) ก่อนออกเดินทางก็เดินไปจิกน้ำชาโรงอาหารซะหน่อย (เเจกน่ะ มีให้เลือกเยอะ เเต่เนื่องด้วยอ่านภาษาญี่ปุ่นออกน้อยมา - - เเทบอ่านไม่ออกเลยดีกว่าก็เลยเลือกหยิบที่พออ่านออกมา เช่น โค๊ก นามาชะ 55+) เตรียมตัวพร้อมก็ออกเดินทาง
      
    บ่ายวันที่ 4 เพื่อนที่เเสนน่ารักทั้งสอง โจ้ ประเสริฐ นำทีม(ลูกทีมก็เรากะพี่เปิ้ล)พาเที่ยวย่านอาซาคุสะ โอไดบะ เเล้วจบด้วยที่ว่าการโตเกียว (จำลำดับการเที่ยวไม่ค่อยได้เเหะ) ที่อาซาคุสะมีวัดsenjojiที่มีโคมเเดงอันใหญ่ๆเเขวนอยู่ อยู่ใกล้ๆกับย่านตลาดเเหล่งชอปปิ้ง ueno เเละ เเหล่งขายเครื่องใช้ไฟฟ้าอากิฮาบาร่า เรียกได้ว่าประเดิมโตเกียวด้วยการเดินเเบบทรหดกันเลยทีเดียว ที่uenoมีตึกม่วงที่ขายของเยอะมาก ถ้าจะหาของฝากมาที่นี่ได้เลยของราคาถูก (ถูกญี่ปุ่นนะค่ะไม่ใช่ถูกราคาไทย T T) พอเดินเที่ยวเเบบเเสกนครบย่านเเล้วก็นั่งรถไฟต่อไปที่โอไดบะด้วยรถไฟสายยูริคาโมเมะ(จำชื่อได้เพราะว่าชื่อดูน่ารักมาก 55+) โอไดบะเป็นเกาะที่เกิดจากการถมทะเลออกไปสร้างเป็นเกาะขึ้นมา มีเเหล่งชอปปิงเเหล่งโชว์นวัตกรรมต่างๆมีที่จัดเเสดงสินค้า มีห้างที่เเต่งห้างอย่างกะถนนในกรุงโรมเลยทีเดียว (เพดานเป็นฉากท้องฟ้าที่เปลี่ยนสีได้ตามเวลาอีกต่างหาก โคตรเท่) พอเดินจนครบเเล้วก็เเวะกินข้าวกันซะหน่อย ข้าวมื้อเเรกที่ต้องจ่ายควักตังค์จ่าย(เช้ากินโรงเเรมบ่ายกินที่วาเซดะ) เป็นราเมงผสมคอลาเจน เเม่เจ้า โคตรมัน มันมากพอตั้งทิ้งไว้นี่ตักไขขึ้นมาได้เป็นวุ่นเลย เเถมเค็มอีกต่างหาก - - ไม่อร่อยเลยยยยย (เเต่นี่คือรสราเมงอร่อยที่นี่เเล้วมั้ง งึมๆ) กินเสร็จยังดึกไม่พอ 55+ ก็ลากเพื่อนให้พามาที่ชินจูกุ ที่มีตึกที่ว่าการโตเกียวอยู่ หรูมากๆมีจุดชมวิวให้ขึ้นฟรีด้วย ตึกนี้มีลักษณะเป็นตึกเเฝดสูงราวๆ 250-300เมตร (ไม่สูงเท่าโตเกียวทาวเวอร์ที่สูง 333 เมตร) เเต่ก็มองเห็นได้ทั่วเมืองเลยทีเดียว (จากภาพประกอบที่เค้าเเปะไว้ ดูเอง เห็นเเต่ไฟกับเมฆ - -) เดินดูเสร็จเเล้วก็เเยกย้ายกลับบ้าน ซึ้งเพื่อนๆที่พาเที่ยวจริงๆช่างเป็นคนดี ^ ^ ถึงที่พักก็กลิ้งตายด้วยความปวดขา (เดินเยอะอ่ะ)
      
    ว่าวันที่เดินเที่ยววันเเรกปวดขาเเล้ว โอ๋เเม่เจ้าเทียบไม่ได้กับอีกสี่วันที่เหลือเลย โปรเเกรมเดินมาราธอน สี่วันที่เหลือนำทีมโดยท่านอาจารย์(ซึ้งค่ะ ) เดินเที่ยวเเบบเรียกได้ว่าทั่วโตเกียวเลยทีเดียวจนพี่เปิ้ลให้ชื่อเเผนปฏิบัติการ "How to loose the weight in 10 days" (55+) เเต่คงจะผอมอ่ะนะ ข้าวมื้อนึงที่นี่กินเยอะมาก เยอะกว่าข้าวมื้อนึงของคนไทยทั่วไปถึงสองเท่า บางร้านมีเเถมโซบะเย็นไม่ก็ร้อนให้อีกชามด้วย กินกันทีท้องเเตก - - (เเต่ก็อร่อยนะ) สี่วันนี้เเต่ละวันเริ่มที่วาเซดะ ไปหลายๆที่บางที่ก็เดินหลายรอบเเต่คนละเวลา มีไปชิบุย่า(ยามเย็น)เเหล่งชอปปิ้งของคนมีกะตังค์(เราเป็นเด็กน้อยไม่มีตังค์ก็อาศัยเดินชิมขนมในห้าง 55+ ช็อกโกเเลตช่างอร่อยนัก กรี๊ดๆ ขนมก็สวยเหลือเกิน กิเลสอยากได้อยากกิน เเต่.....เเพงเกินไปเเล้วกล่องนึงอย่างต่ำก็ 1000 เยน วันเเรกๆยังงกอยู่ (เรียกว่างกทุกวันเป็นปกติดีกว่า 55+) ก็ได้เเต่เดินดูตาละห้อย ที่ชิบุย่ามีอนุสรณ์สุนัขนามฮาจิผู้ซื้อสัตย์ตั้งอยู่ด้วย (อาจารย์บอกว่าเป็นจุดที่เค้าใช้นัดพบกัน) มาชิบุย่าอีกวันก็เป็นยามค่ำคืน เเม้จะดึกเเล้วก็มีคนเดินกันขวักไขว่ มีคนเเต่งตัวเท่ๆทั้งนั้น มีhost ด้วยตอนเเรกก็นึกว่าใครกันหว่าเเต่งสูทผูกไทซะเท่ ผมทอง ใส่เยลทรงเเปลก มายืนเต็มเเถวทางเเยกเลย (ทางเเยกชิบุย่าเป็นทางเเยกที่วุ่นวายมากถ้าเคยอ่านการ์ตูนเจอจะพอนึกออก เป็นทางข้ามรูปสี่เหลี่ยมตอนเดินข้ามทีก็ข้ามพร้อมกันทุกทิศทางเลย โหตกใจเจ้าค่ะ คนเยอะมากจะเดินไปไหนกันเนี่ยย) วันอื่นๆก็เดินมั่งนั่งรถไฟมั่ง ทีนี้เปลี่ยนไปสาย JR มั้ง (ปกตินั่งmetroรถไฟใต้ดิน) นั่งรถไฟสายยามาเตะ(JR รอบเมืองเรียกงี้ป่าว)ไปดูย่านฮาราจูกุ ย่านเด็กเเซประดับเด็กมัธยม เเต่ไปวันธรรมดา ไม่เห็นไรเท่าไหร่ (เเต่ก็เเอบเห็นเด็กเเต่งตัวเเบบจ๊าบสุดๆด้วย บางคนเรียกว่าถอดมาจากการ์ตูนเลยทีเดียว) ที่ชินจูกุก็มีให้เห็นบ้างเหมือนกัน อีกวันก็ไปเดินที่เเถวๆโตเกียวสเตชั่น เป็นสถานีรถไฟที่เค้าอนุรักษ์โครงสร้างตึกเเบบเก่าไว้ (ก็หัวลำโพงเราดีๆเนี่ยเเหละ) เเถวๆนั้นมีตึกจัดนิทรรศการที่เป็นรูปเรือด้วยนะ สวยมาก ฝั่งด้านเข้าเป็นเหมือนส่วนโครงเรือเเต่งด้วยกระจกทั้งด้าน มีงานเเสดงสินค้าต่างๆภายใน พวกเราก็เดินๆเที่ยวๆทะลุกออกมา ผ่านพระราชวังอิมพีเรียลเเต่เค้าห้ามเข้าเเหะ T Tอด พอวันศุกร์อาจารย์จะเดินทางกลับไทยเเล้ว เเต่พวกหนูยังหนีเที่ยวต่อ(ฮา) พวกเราก็เกาะอาจารย์ไปที่ueno เพื่อซื้อของกลับไทย เดินๆ ซื้อๆ เที่ยวๆ ไปจบที่อากิฮาบาร่า ที่ร้านทงคัตสึเเสนอร่อย อร่อยมากจริงๆเติมข้าวเติมผักเติมซุปฟรีด้วย เเต่ไม่ไหวเเล้วเเค่รอบเเรกก็เเทบกินไม่หมดเเล้ว หมูชุปเเป้งทอดเเบบธรรมดาที่ไม่ธรรมดาอร่อยมากๆ ซุปมิโสะใส่หอยจิ๋ว(หอยอะไรไม่รู้) ก็อร่อย ผักก็ซอยละเอียดอร่อย อร่อยไปหมด ส่วนเวลาว่างวันอื่นๆก็ไปเที่ยวเก็บตกโตเกียวทาวเวอร์ (เเค่เดินไปเหยียบเเต่ไม่ขึ้นเพราะค่าขึ้นเเพงเหลือเกิน ทำใจไม่ได้ T T) เเละก็ย่านท่องราตรีรปปงงิ(เดินเฉยๆอีกเหมือนกัน 55+) การท่องเที่ยวphase เเรกในโตเกียวก็จบด้วยประการฉะนี้ (ยาวมากออกเเนวพล่ามนอกเรื่อง 55+) ได้ชื่อว่าเป็นการไปสัมมนา เเต่พูดเรื่องงานน้อยมากจริงๆเลยเเหะ - - ละอาย 55+
     
    ปล. phase หลังไว้ค่อยมาโม้ต่อ เหนื่อยเเล้ว ทีนี้ไปนอกเมืองมั้งกับสามวันที่เหลือ ^ ^ เที่ยวหนุกหนาน+ปวดขาอย่างเมามันในโตเกียวก็จบลงเเค่นี้ก่อน